|
อิเนียสต้ากระทุ้งชัย1-0!กระทิงแชมป์ |
|
|
|
|
Written by Administrator
|
|
Tuesday, 13 July 2010 01:33 |
|

"กระทิงดุ" สเปน ผงาดแชมป์โลกเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ หลังได้ อันเดรส อิเนียสต้า ซัดประตูชัยในช่วงต่อเวลาพิเศษ ช่วยให้ทีมเฉือนหวิว "อัศวินสีส้ม" ฮอลแลนด์ 1-0 คว้าแชมป์ไปครองสุดยิ่งใหญ่
ฟุตบอลโลก 2010 นัดชิงชนะเลิศ วันอาทิตย์ที่ 11 ก.ค.53 ฮอลแลนด์ 0 - สเปน 0 (ต่อเวลาพิเศษ120 นาที สเปนชนะ 1-0 ) สนาม : ซ็อคเกอร์ ซิตี้ สเตเดี้ยม , โจฮันเนสเบิร์ก ผู้ชม : 84,490 คน ฮอลแลนด์ภายใต้การคุมทีมของเบิร์ต ฟาน มาร์ไวก์ปรับโผผู้เล่นสองจุดด้วยการ หวนกลับมาใช้บริการของเกรกอรี่ ฟาน เดอร์ วีลแบ็คขวา และไนเจล เดอ ย็องก์กองกลางที่พ้นโทษแบนเสียบแทนเดมี่ เดอ ซูว์กับคาลิด บูลารูซ์ตามความคาดหมาย ต่อกรณีดังกล่าว ส่งผลให้กังหันลมกลายเป็นทีมแรกนับตั้งแต่แม็ตช์ชิงชนะเลิศปี 1954 ที่ส่งนักเตะหมายเลขหนึ่งถึงสิบเอ็ดลงสนามอย่างพร้อมเพรียง ส่วนสเปนซึ่งยังไม่เคยทะยานไปถึงตำแหน่งแชมป์โลกเช่นกันวางใจในขุมกำลังชุดเดิมที่ระเบิดฟอร์มหักปีก "อินทรีเหล็ก" เยอรมันในรอบตัดเชือก ยังผลให้เฟร์นานโด ตอร์เรสกองหน้าชื่อดังเสียตำแหน่งตัวจริงให้กับเปโดรดาวรุ่งอีกนัด เกมออกสตาร์ตโดยทีมอัศวินสีส้มเป็นฝ่ายเริ่มเขี่ยบอลก่อน แต่ก็ถูกแชมป์ยุโรปบุกใส่ตั้งแต่ต้นแม็ตช์ และแล้วเพียงแค่นาทีที่ 5 จากจังหวะที่สเปนได้ลูกฟรีคิกทางด้านขวาด้วยการทำฟาวล์ของโจวานนี่ ฟาน บร็องค์ ฮอร์สท์ ชาบี เอร์นานเดซจึงรับภาระสาดบอลเข้าเขตโทษให้เซร์คิโอ รามอสขวิดจากระยะ 12 หลา แต่ถูกมาร์เท่น สเตเคเลนเบิร์กกระโจนไปปัดได้อย่างน่าใจหายใจคว่ำ แม้จะครองบอลได้เหนือกว่า ทว่านาทีที่ 8 เซร์คิโอ บุสเก็ตส์มิดฟิลด์กระทิงก็จ่ายบอลขวางสนามในแดนตัวเองพลาด ทำให้เดิร์ก เคาท์ได้โอกาสสับไกจาก 30 หลา แต่บอลพุ่งไปให้อีเคร์ กาซิยาสรับเข้าซองอย่างไม่เป็นปัญหา สเปนไม่ใส่ใจยังเดินหน้าบดขยี้ทีมดัตช์ต่อเนื่อง และได้เสียวอีกหนในนาทีที่ 11 เมื่ออันเดรส อีเนียสต้าไหลบอลออกกราบขวาให้รามอสเติมขึ้นไปกระชากหลบเคาท์เข้าเขตโทษได้ก่อนจะยิงยัดไส้ทันที แต่มีจอห์นนี่ ไฮติงก้าเคลียร์ทิ้งจากหน้าปากประตูได้ทัน กระนั้นอึดใจต่อมา ชาบี อลอนโซ่ก็มีพื้นที่วางบอลจากกราบขวาไปเสาไกลให้ดาบิด บีย่าวอลเลย์ ทว่ายังขาดความคม บอลพุ่งเข้าตุงหน้าต่าง ผ่านมาถึงนาทีที่ 15 โรบิน ฟาน เพอร์ซี่กองหน้าฮอลแลนด์ก็โดนจดชื่อเมื่อเสียบใส่โจน กับเดบิล่าหลังจากนาทีแรกเข้าอัดหนักใส่บุสเก็ตส์มาหนหนึ่งแล้ว อย่างไรก็ดี ขยับมาอีกสองนาที การ์เลส ปูโยลกองหลังสเปนก็โดนไข้เหลืองเล่นงานเช่นกันในจังหวะรวบอาร์เยน ร็อบเบนพร้อมเสียลูกฟรีคิกริมกราบขวาระยะ 33 หลา เวสลีย์ สไนเดอร์จึงขันอาสาวิ่งเข้าตะบัน แต่บอลลอยเข้าอกกาซิยาส ล่วงเข้านาทีที่ 20 ทีมฟลายอิ้งดัตช์แมนก็เริ่มทำเกมรุกได้บ้าง แต่ถัดมาอีกสองนาทีมาร์ค ฟาน บอมเมลดาวเตะฮาร์ดแมนของฮอลแลนด์ก็รับใบหลืองจนได้โทษฐานเข้าปะทะอีเนียสต้าจากด้านหลัง ถึงตรงนี้เกมเริ่มขาดความต่อเนื่อง และรามอสก็โดนไข้เหลืองเล่นงานอีกรายในนาทีต่อมาจากจังหวะทำฟาวล์ใส่เคาท์ กระทั่งนาทีที่ 28 ในจังหวะที่ชาบี อลอนโซ่ตั้งศีรษะโขกบอลก็ถูกเดอ ย็องก์กระโดดเข้าถีบใส่ยอดอกเต็มเท้าอย่างน่าเกลียดจนร่วงลงไปจุก ทว่าผู้ตัดสินชูใบเหลืองให้กองกลางกังหันลมเท่านั้น ดีที่ว่ามิดฟิลด์กระทิงยังลุกขึ้นมาเล่นต่อไหว ด้วยรูปเกมที่เป็นรอง ฮอลแลนด์จึงอาศัยการตัดฟาวล์อย่างถี่ยิบทุกจังหวะ ไม่เปิดโอกาสให้สเปนได้เดินหน้าอย่างสะดวก จากนั้นในนาทีที่ 37 ทีมดัตช์ก็ได้เตะมุมจากด้านขวา แต่โยริส มาไธจ์เซ่นซึ่งแอบไปรอเข่นที่เสาไกลโดยไม่มีใครคุมจั่วลมเต็มๆ อัศวินสีส้มจึงชวดลุ้นพังประตูนำก่อนอย่างน่าเสียดาย นาทีที่ 42 สไนเดอร์ปรี่เข้ายันใส่หัวเข่าของบุสเก็ตส์ แต่โชคดีมหันต์ที่ผู้ตัดสินแค่เรียกไปเตือนเท่านั้น ท้ายครึ่งแรก ฮอลแลนด์ฮึดเดินหน้าเต็มตัว และเกือบเฮก่อนในนาทีสุดท้ายจากลูกเก่งของร็อบเบนที่หาจังหวะกดเปรี้ยงจากริมเขตโทษด้านขวาระยะ 18 หลาถูกกาซิยาสปัดพ้นเสาแรกได้ ครบ 45 นาทีทั้งสองฝ่ายจึงยังเสมอกันที่ 0-0 เริ่มครึ่งหลังทั้งคู่ยังไม่เปลี่ยนตัวผู้เล่น และเป็นสเปนที่ได้เสียวก่อนจากลูกเตะมุมด้านขวาของชาบี เอร์นานเดซในนาทีที่ 48 โดยมีปูโยลขวิดจากเสาแรกต่อไปเสาไกล แต่กัปเดบิล่าวอลเลย์วืดจากระยะแค่สี่หลา ฮอลแลนด์จึงรอดพ้นการเสียความบริสุทธิ์ ถึงนาทีที่ 52 ร็อบเบนลองกระชากบอลขึ้นไปซัดจากหน้าเขตโทษริมกราบขวาดูอีกครั้ง แต่กาซิยาสทิ้งตัวตะครุบได้ จากนั้นอีกสองนาที ฟาน บร็องค์ฮอร์สท์ก็เหนี่ยวรามอสล้มหน้าเขตโทษด้านขวาจึงรับใบเหลือง แต่ชาบี เอร์นานเดซปั่นจากระยะ 30 หลาโด่งไปไม่เยอะ ผ่านมาในนาทีที่ 57 ไฮติงก้าก็รับใบเหลืองอีกรายข้อหาเข้าเสียบดาบิด บีย่าช้า แต่อึดใจต่อมาอีเนียสต้าทำฟาวล์สไนเดอร์ แชมป์ยุโรปจึงเสียลูกฟรีคิกทางกราบขวา แต่ร็อบเบนสาดไปให้ไฮติงก้าโขกที่เสาไกลถากหน้าปากประตูออกไป ในที่สุดนาทีที่ 60 ทีมกระทิงดุก็ถอดเปโดรออกส่งเฆซุส นาบาสลงไปแทน แต่สองนาทีให้หลังฮอลแลนด์น่าจะขึ้นนำอย่างยิ่งเมื่อสไนเดอร์ตวัดบอลจากกลางสนามให้ร็อบเบนหลุดเดี่ยวโดยไม่ล้ำหน้าเนื่องจากเคาร์ด ปิเก้ดันขึ้นมาสูงเกินไป แต่ปีกกระหม่อมบางลากไปง้างยิงจาก 16 หลาติดขากาซิยาสหลุดกรอบเหลือเชื่อ บู๊กันมาถึงนาทีที่ 67 ใบเหลืองอีกใบก็ตกเป็นของกัปเดบิล่าในจังหวะสะกิดฟาน เพอร์ซี่กลิ้ง จากนั้นอีกสามนาทีนาบาสก็พลิ้วขึ้นกราบขวาไปจ่ายบอลเข้าเขตโทษได้น่ากลัวทำเอาไฮติงก้าเคลียร์ไม่ดี แต่บีย่าเข้าจิ้มยิงเผาขนถูกสกัดทิ้งได้หวุดหวิด ถึงนาทีที่ 71 อัศวินสีส้มเปลี่ยนตัวสำรองบ้างโดยมีเอลเยโร่ เอเลียได้ลงเล่นแทนเคาท์ จากนั้นในนาทีที่ 77 ชาบี เอร์นานเดซก็ทำชิ่งคืนให้บีย่าทะลุเข้าไปกระทุ้งในเขตโทษด้านซ้ายถูกฟาน เดอร์ วิลเข้ามาแหย่ออกหลังได้ทัน และจากลูกเตะมุม รามอสก็โขกจากแปดหลาโด่งไปเองซะอีก
กระทั่งนาทีที่ 83 ทีมกังหันลมก็ได้โต้โดยร็อบเบนสบโอกาสวิ่งแซงปูโยลหลุดเข้าเขตโทษได้ แต่กาซิยาสออกมาไวจึงคว้าบอลได้ก่อนที่จะถูกปีกดัตช์สับไก กระทั่งนาทีที่ 87 สเปนก็เปลี่ยนเชส ฟาเบรกาสลงไปแทนชาบี อลอนโซ่ หมดเวลาเกมจึงจบลงที่สกอร์ 0-0 ต้องต่อเวลาพิเศษอีกครึ่งชั่วโมง เริ่มดวลกันใหม่ในนาทีที่ 92 สเปนต่อลูกสั้นหลายจังหวะจนชาบี เอร์นานเดซได้ง้างในเขตโทษแล้วถูกไฮติงก้าตามาแหย่จนเสียหลัก แต่ผู้ตัดสินไม่คิดว่าสมควรเป็นลูกโทษ ล่วงมาอีกสามนาที อีเนียสต้าแทงทะลุช่องให้ฟาเบรกาสสปีดแซงไฮติงก้าหลุดเข้าเขตโทษไปเข่นเหน่งๆ แต่บอลติดขาของสเตเคเลนเบิร์กอย่างไม่น่าเชื่อ ทีมกระทิงยังลุยต่ออย่างดุดัน ทำให้กังหันลมต้องแก้ลำเปลี่ยนเดอ ย็องก์ออกในนาทีที่ 99 โดยปล่อยราฟาเอล ฟาน เดอร์ ฟาร์ทลงบู๊ นาทีที่ 101 สเปนใกล้ได้สกอร์อีกครั้งจากลูกผ่านออกกราบขวาของบีย่าที่เปิดทางให้นาบาสได้ตะบันระยะ 16 หลา แต่บอลแฉลบขาฟาน บร็องค์ฮอร์สท์เข้าปะทะตาข่ายที่เสาแรกอย่างน่าเสียวไส้ ให้หลังอีกสามนาที ฟาเบรกาสที่สภาพร่างกายยังสดลากบอลขึ้นไปเข่นแถวหน้าเขตโทษเอง แต่บอลเฉี่ยวกรอบไปนิดเดียวก่อนที่ฮอลแลนด์จะเปลี่ยนเอ็ดสัน บราฟไฮด์ลงไปแทนฟาน บร็องค์ฮอร์สท์ จบครึ่งแรกทั้งคู่จึงยังเจ๊ากันที่ 0-0 เขี่ยบอลกันอีกหนในช่วง 15 นาทีที่เหลือ สเปนทิ้งไพ่ใบสุดท้ายด้วยการใช้งานตอร์เรสแทนบีย่า และในที่สุดนาทีที่ 109 ไฮติงก้าก็ไปเหนี่ยวอีเนียสต้าล้มหน้าเขตโทษจึงได้ใบเหลืองเพิ่มอีกใบเป็นใบแดงโดนไล่ออก ทำให้ฮอลแลนด์เหลือกันสิบคน แต่ชาบี เอร์นานเดซซัดฟรีคิกโด่งไปเยอะ จากนั้นในนาทีที่ 111 ฟาน เดอร์ วีลก็ไปดึงอีเนียสต้าล้มจึงได้ใบเหลือง และในที่สุดนาทีที่ 116 สเปนก็ทำสำเร็จจากการต่อบอลกันเข้าเขตโทษด้านขวาแล้วจบที่อีเนียสต้ารับบอลจากฟาเบรกาสก่อนตะบันเด็ดขาดเสียบเสาไกลพาแชมป์ยุโรปกำชัย 1-0 โดยมาไธจ์เซ่นรับใบเหลืองข้อหาโวยผู้ตัดสิน ขณะที่อีเนียสต้าก็โดนจดชื่อโทษฐานถอดเสื้อฉลอง ส่งผลให้ทีมดัตช์อกหักเป็นหนที่สาม ส่วนสเปนครองแชมป์สมัยแรก รายชื่อผู้เล่นของทั้งสองทีม ฮอลแลนด์ : มาร์เท่น สเตเคเลนเบิร์ก - เกรกอรี่ ฟาน เดอร์ วีล, จอห์น ไฮติงก้า, โยริส มาไธจ์เซ่น, โจวานี่ ฟาน บร็องค์ฮอร์สต์ (กัปตันทีม) (เอ็ดสัน บราฟไฮด์ น.105) - มาร์ค ฟาน บอมเมล, ไนเจล เด ยอง (ราฟาเอล ฟาน เดอร์ ฟาร์ท น.99) - อาร์เยน ร็อบเบน, เวสลี่ย์ สไนจ์เดอร์, เดิร์ค เค้าท์ (เอลเยโร่ เอเลีย น.71) - โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ สำรองที่ไม่ได้ใช้ : มิเชล ฟอร์ม (ผู้รักษาประตู) - ซานเดอร์ บอสช์เกอร์ (ผู้รักษาประตู), คาลิด บูลาห์รูซ, อังเดร ออยเยอร์, เดมี่ เดอ ซูว์, สไตจ์น ชาร์ส, อิบราฮิม อเฟลเลย์, ไรอัน บาเบิล, คลาส แยน ฮุนเตลาร์ ใบเหลือง : โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ น.15, มาร์ค ฟาน บอมเมล น.22, ไนเจล เด ยอง น.28, โจวานี่ ฟาน บร็องค์ฮอร์สต์ น.54, จอห์น ไฮติงก้า น.57, อาร์เยน ร็อบเบน น.84, เกรกอรี่ ฟาน เดอร์ วีล น.111 ใบแดง : จอห์น ไฮติงก้า น.109 สเปน : อีเกร์ กาซียาส (กัปตันทีม) - เซร์คิโอ รามอส, เคราร์ด ปิเก้, การ์เลส ปูโยล, โจน กัปเดบีล่า - เซร์คิโอ บุสเก็ตส์, ชาบี อลอนโซ่ (เชส ฟาเบรกาส น.87) - เปโดร โรดริเกซ (เฆซุส นาบาส น.60), ชาบี เอร์นานเดซ, อันเดรส อิเนียสต้า - ดาบิด บีย่า (เฟร์นานโด ตอร์เรส น.106) สำรองที่ไม่ได้ใช้ : โฆเซ่ เรน่า (ผู้รักษาประตู) - บิคตอร์ บัลเดส (ผู้รักษาประตู) - ราอูล อัลบิโอล, อัลบาโร่ อาร์เบลัว, ฆาบี มาร์ติเนซ, การ์ลอส มาร์เชน่า, ดาบิด ซิลบา, ฆวน มานูเอล มาตา, เฟร์นานโด ยอเรนเต้ ใบเหลือง : การ์เลส ปูโยล น.16, เซร์คิโอ รามอส น.23, โจน กัปเดบีล่า น.67 ผู้ตัดสิน : ฮาวเวิร์ด เว็บบ์ (อังกฤษ)
 จังหวะที่ ไนเจล เด ยอง ถีบเข้าไปเต็มๆหน้าอกของ ชาบี อลอนโซ่
 อาร์เยน ร็อบเบน หลุดเดี่ยวเข้าไปยิง แต่ อีเกร์ กาซียาส เซฟไว้ได้ด้วยปลายเท้า
 อันเดรส อิเนียสต้า ซัลโวประตูชัยให้สเปน เฉือน ฮอลแลนด์ 1-0
 เซร์คิโอ รามอส เข้ามาปลอบใจ เวสลี่ย์ สไนจ์เดอร์ หลังจบเกม
 ขุนพลกระทิงดุ ฉลองแชมป์สมัยแรกกันอย่างชื่นมื่น
Credit:Siamsport.com |
|
Last Updated on Tuesday, 13 July 2010 01:38 |